NAOMI : Chiangmai
Project Owner : ธน ศรียารัณย / TANA SRIYARANYA
Architect : PIJIC Architect ศรายุทธ ใจคำปัน / Sarayut Jaikumpan

ท่ามกลางบริบทของเมืองที่เคลื่อนไหวผ่านเส้นทางสัญจรหลักบนถนน โครงการที่อยู่ชิดแนวถนนจึงต้องพบกับบริบทหลากหลายที่มีผลต่องานออกแบบ หนึ่งในนั้นคือการสร้างคุณภาพชีวิตรูปแบบใหม่ให้กับผู้อยู่อาศัยผ่านงานฟาซาด ความท้าทายอีกประการจึงเป็นการออกแบบวิธีอยู่ร่วมกับบริบทเมืองที่วิ่งเร็วได้อย่างมีชั้นเชิง นั่นทำให้ฟาซาดมีบทบาทมากกว่าการเป็นเปลือกอาคาร แต่ก้าวข้ามมาสู่การเป็นวัสดุตัวกลางที่กำหนดทั้งคุณภาพของการอยู่อาศัยและอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรม ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดในโครงการ NAOMI ที่จังหวัดเชียงใหม่ งานออกแบบโดย PIJIC Architect โดยคุณ

 

ศรายุทธ ใจคำปัน ที่ใช้งานออกแบบฟาซาดเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาด้วยความงามที่พาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตามไปด้วย จากข้อจำกัดของผืนที่ดินซึ่งทอดยาวขนานไปกับแนวถนน โครงการต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งเสียง ฝุ่น และกลิ่นจากการจราจร แม้จะร่นระยะเซ็ตแบ็กเข้าไปแล้วถึง 10 เมตร ฟาซาดเป็นเหมือนด่านแรกของบทสนทนาระหว่างอาคารกับบริบทที่รายรอบ

 

ในตอนแรก งานดีไซน์ฟาซาดเลือกใช้ตะแกรงเหล็กฉีกด้วยบุคลิกที่เรียบเท่ตามสมัยนิยม แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องงบประมาณ ความงาม และคุณภาพของประสบการณ์ภายใน สุดท้าย ทีมออกแบบเลือกใช้ฟาซาด Shinkolite รุ่น Fin and Shade มาเป็นดีไซน์หลักของโครงการ ด้วยคุณสมบัติของความโปร่งแสงที่เปิดโอกาสให้แสงธรรมชาติแทรกผ่านได้อย่างนุ่มนวล ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นชั้นกรองที่ช่วยลดทอนความรุนแรงของสภาพแวดล้อมภายนอก รวมทั้งความยืดหยุ่นในการออกแบบ และความง่ายในการติดตั้ง แผ่นฟาซาด Shinkolite ซึ่งช่วยให้กระบวนการก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามไปด้วย

 

 

“หลังจากการติดตั้ง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความโปร่งโล่งแบบที่รู้สึกได้เลย หากเป็นเหล็กฉีกตามดีไซน์เดิม มุมมองจากภายในบ้านก็จะเห็นด้านหลังของโครงสร้างตะแกรงเหล็กฉีก แต่พอเปลี่ยนมาใช้งานเลือกใช้ฟาซาด Shinkolite รุ่น Fin and Shade ทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นแบบซีทรูทั้งหมดเลย ทีมออกแบบจึงเล่นแสงไฟเพิ่มเติมด้วยการติดไฟเส้น LED ไว้ตามแนวด้านล่างของฟาซาด ทำให้ตอนกลางคืนเรืองแสง ดูเบาสบายตา ซึ่งก็ตอบกับจุดประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้เป็นบ้านแห่งการพักผ่อน จึงสามารถเน้นอารมณ์ร่วมผ่านดีไซน์ของแสงได้ด้วย” คุณธน ศรียารัณย เจ้าของโครงการเล่าถึงมุมมองของอาคารที่เปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนการใช้งานวัสดุ

 

จากข้อดีในเรื่องความโปร่งของฟาซาดอาคาร สถาปัตยกรรมของบ้านจึงถูกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ถูกปิดบังหรืออำพรางจากฟาซาดอีกต่อไป พื้นที่ภายในที่ถูกออกแบบให้เกิดช่องว่าง (void) ในแต่ละส่วนอย่างตั้งใจ กลายเป็นองค์ประกอบที่สามารถรับรู้ได้จากภายนอก เกิดเป็นมิติของการมองทะลุผ่านที่เชื่อมโยงภายในและภายนอกเข้าด้วยกันโดยยังคงความเป็นส่วนตัวได้อย่างดี

 

 

ในส่วนของโครงสร้างฟาซาด เจ้าของโครงการเลือกที่จะออกแบบรายละเอียดด้วยตนเอง โดยเฉพาะระบบโครงเหล็กซึ่งถูกสั่งรีดพิเศษจากกรุงเทพฯ ในความยาวถึง 13 เมตร เพื่อลดรอยต่อที่มักเกิดขึ้นในเหล็กขนาดมาตรฐานซึ่งจำกัดอยู่เพียงประมาณ 6 เมตร ด้วยความตั้งใจควบคุมความต่อเนื่องของเส้นสายให้เรียบร้อยสวยงาม เพราะการลดรอยต่อย่อมหมายถึงการลดจุดสะดุดของสายตา เมื่อเส้นโครงสร้างยาวต่อเนื่อง ก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ระบบฟาซาดร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนและสวยงาม นับเป็นการยกระดับคุณภาพของงานก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างและฟาซาดทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ทั้งในแง่ของรายละเอียดและประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมโดยรวม

 

ทิศทางของแสงแดดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ถูกนำมาคิดควบคู่ไปกับการออกแบบฟาซาด ระบบฟาซาดที่เลือกใช้สามารถปรับองศาได้ทั้ง 45 และ 90 องศา แต่ละด้านของอาคารจึงเหมือนกับถูกตั้งค่าให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ซึ่งสอดคล้องไปกับการใช้งานในเชิงประสิทธิภาพของฟาซาดรุ่น Fin and Shade ที่ช่วยลดทอนความร้อนจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง แม้วัสดุจะแผ่นบางเพียง 10 มิลลิเมตร แต่เมื่อทำงานร่วมกับองศาการติดตั้งที่เหมาะสม ก็สามารถสร้างสภาวะภายในที่สบายขึ้นได้อย่างรู้สึกได้จริง นอกจากนั้นแล้ว ข้อดีของการพรางสายตาได้อย่างแนบเนียน ยังช่วยซ่อนชุดคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ เมื่อมองจากภายนอก ภาพของอาคารจึงยังคงความเรียบร้อยต่อเนื่อง โดยไม่ถูกรบกวนจากฟังก์ชันเบื้องหลังที่จำเป็นต่อการใช้งาน

 

“คำถามสำคัญสำหรับการทำงานสถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นสำหรับผมคือ มันยังคงคุณค่าเดิมอยู่ได้หรือไม่ในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าได้อย่างไร” คุณธนมอบทัศนคติของนักออกแบบในการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบจึงไม่ได้อยู่ที่แค่ฟังก์ชั่นการใช้งานหรือความงามเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสวยงามคงทนตลอดอายุการใช้งานของอาคาร “สถาปัตยกรรมไม่ได้จบลงที่หน้างาน หากแต่ดำเนินต่อไปในชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย วัสดุจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของความไว้วางใจ สิ่งที่ต้องรองรับทั้งกาลเวลา การใช้งาน และความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว”

 

มุมมองนี้แสดงให้เห็นถึงการคัดสรรวัสดุสำหรับการใช้งานทุกชิ้นในโครงการ NAOMI ที่มองไกลไปถึงการใช้งานได้อย่างสวยงามยาวนาน สามารถยืนระยะและสะท้อนตัวตนของอาคารได้ต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งภายใต้ความเรียบง่ายนี้ ได้ซ่อนความตั้งใจในการออกแบบเพื่อการใช้งานจริงได้ยาวนานโดยไม่ลดทอนคุณภาพของพื้นที่ ดังนั้น การเลือกใช้งานวัสดุจึงเป็ฯการสร้างสมดุลระหว่างตัวตนของวัสดุกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และระหว่างความงามในวันนี้กับความยั่งยืนในวันข้างหน้า